ระบบการเมืองการปกครอง

google    youtube     พสว.       สพม11

หน่วยการเรียนรู้ที่ ๕

ระบบการเมืองการปกครอง

ระบอบประชาธิปไตย
เป็นระบอบการปกครองที่มีหลักการ และความมุ่งหมายที่ผูกพันอยู่กับประชาชนโดยประชาชนและเพื่อประชาชน ระบอบประชาธิปไตยแบ่งออกเป็น 2 แบบ คือ
แบบที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขกับแบบที่มีประธานาธิบดีเป็นประมุข แบบแรกคือแบบที่ใช้อยู่ในประเทศอังกฤษ ญี่ปุ่นและไทย
แบบที่ 2 คือแบบที่ใช้อยู่ในประเทศอินเดีย ฝรั่งเศส และอเมริกา
หลักการสำคัญของระบอบประชาธิปไตย มีดังต่อไปนี้คือ

1.อำนาจอธิปไตยหรืออำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศหรือเรียกว่าอำนาจของรัฐ (State Power) เป็นอำนาจหน้าที่มาจากประชาชน
และผู้ที่จะได้อำนาจปกครองจะต้องได้รับความเห็นชอบจากประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ
2.ประชาชนมีสิทธิที่จะมอบอำนาจการปกครองให้แก่ประชาชนด้วยกันเอง โดยการออกเสียงเลือกตั้งบุคคลกลุ่มหนึ่งขึ้นมาเป็นผู้บริหารประเทศ
ตามระยะเวลาและวิธีการที่กำหนดไว้ เช่น ทุก 4 ปี จะมีการออกเสียงเลือกตั้งผู้แทนของประชาชนพร้อมกันทั่วประเทศ
3.รัฐบาล จะต้องเคารพสิทธิและเสรีภาพมูลฐานของประชาชน เช่น สิทธิเสรีภาพในทรัพย์สินและการแสดงความคิดเห็น การรวมกลุ่ม เป็นต้น
โดยรัฐบาลจะต้องไม่ละเมิดสิทธิเหล่านี้เว้นแต่เพื่อรักษาความมั่นของชาติหรือเพื่อสร้างสรรค์ความเป็นธรรมแก่สังคมเท่านั้

4.ประชาชนทุกคนมีสิทธิเสมอภาคกัน ในการที่จะได้รับบริการทุกชนิดที่รัฐจัดให้แก่ประชาชน
5.รัฐบาล ถือกฎหมาย และความเป็นธรรมเป็นบรรทัดฐานในการปกครอง และในการแก้ปัญหาความขัดแย้งต่าง ๆ เพื่อความสงบสุขของประชาชน

ระบอบเผด็จการ
ระบอบเผด็จการคือ ระบอบการเมืองการปกครองที่โอกาสในการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ ตกลงใจถูกจำกัดอยู่ในบุคคลเพียงคนเดียวหรือสองสามคน กล่าวคือจะใช้โอกาสในการตัดสินใจในเรื่องต่าง ๆ โดยใช้อำนาจที่ตนมีอยู่ปิดกั้นการแสดงออกของประชาชน หากประชาชนคัดค้านก็จะถูกผู้นำหรือคณะบุคคลลงโทษ
หลักการสำคัญของระบอบเผด็จการ มีดังนี้

1)ผู้นำคนเดียว หรือคณะผู้นำของกองทัพ หรือของพรรคการเมืองเพียงพรรคเดียวกลุ่มเดียว มีอำนาจสูงสุดในการปกครอง สามารถใช้อำนาจนั้นได้อย่างเต็มที่โดยไม่ฟังเสียงคนส่วนใหญ่ของประเทศ
2)การรักษาความมั่นคงของผู้นำหรือคณะผู้นำมีความสำคัญกว่าการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน ประชาชนไม่สามารถที่จะวิพากษ์วิจารณ์การกระทำของผู้นำได้เลย
3)ผู้นำหรือคณะผู้นำสามารถที่จะอยู่ในอำนาจได้ตลอดชีวิต ตราบเท่าที่กลุ่มผู้ร่วมงาน หรือกองทัพยังให้ความสนับสนุนอยู่ ประชาชนทั่วไปไม่มีสิทธิที่จะเปลี่ยนผู้นำได้โดยวิถีทางรัฐธรรมนูญ

4)รัฐธรรมนูญหรือการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่จัดตั้งขึ้นตามรัฐธรรมนูญและรัฐสภา ไม่มีความสำคัญต่อกระบวนการทางการปกครอง
เหมือนในระบอบประชาธิปไตย กล่าวคือ รัฐธรรมนูญเป็นแต่เพียงรากฐานรองรับอำนาจของผู้นำหรือคณะผู้นำเท่านั้น ไม่ใช่ตัวแทนของประชาชนอย่างแท้จริง

 

การดำเนินนโยบายด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของไทย

นโยบายและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของไทย
การกำหนดนโยบายและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศนั้น ทุกประเทศจะมีเป้าหมายคล้ายกัน คือ การรักษาและเพิ่มพูนผลประโยชน์ของชาติ ซึ่งได้แก่ เอกราช ความมั่นคง
ความเจริญรุ่งเรือง และเกียรติภูมิของชาติ สำหรับการกำหนดนโยบายและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของไทยนั้น อยู่ภายใต้องค์ประกอบต่าง ๆ โดยแบ่งการกำหนดนโยบายและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของไทยเป็น 2 ช่วง ดังนี้

นโยบายและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศยุคหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง
การดำเนินนโยบายต่างประเทศของไทยหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2475 เป็นต้นมา เป็นผลจากการกดดันของปัจจัยภายนอกและปัจจัยภายในประเทศ ซึ่งมีอิทธิพลต่อประเทศไทย ในขณะที่ปัจจัยภายใน เช่น สถาบันสภา ปัญญาชน และสื่อมวลชน มีความสำคัญมากขึ้นทำให้รัฐบาลต้องดำเนินนโยบายบางอย่างเพื่อสนองความต้องการของกลุ่มชนภายในประเทศ จากเหตุผลดังกล่าวทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของไทยในระบอบประชาธิปไตย มีลักษณะต่อเนื่องจากสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และมีการปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
การกำหนดนโยบายและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
การกำหนดนโยบายและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศยุคหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองของไทย ประกอบด้วยปัจจัยต่าง ๆ ดังนี้
1. ปัจจัยภายนอกประเทศ ปัจจัยภายนอกที่มีผลกระทบต่อการดำเนินนโยบาย และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของไทยในระบอบประชาธิปไตยมากที่สุด มีดังนี้
1) องค์การสันนิบาตชาติ ก่อนที่ประเทศไทยจะเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองเป็นประชาธิปไตย องค์การสันนิบาตชาติไม่สามารถทำหน้าที่ในการรักษาเอกราชทางการเมืองและบูรณภาพแห่งดินแดนของประเทศสมาชิก คือ จีนซึ่งถูกญี่ปุ่นรุกรานและยึดครองแมนจูเรียปี พ.ศ. 2474 ได้ ความล้มเหลวขององค์การสันนิบาตชาติในวิกฤตการณ์แมนจูเรียนี้มีสาเหตุมาจากชาติมหาอำนาจ คือ อังกฤษและฝรั่งเศสไม่สนับสนุนให้องค์การสันนิบาตชาติลงโทษและหยุดยั้งการขยายอิทธิพลของญี่ปุ่นในแมนจูเรีย เนื่องจากต้องการให้ญี่ปุ่นขยายดินแดนไปทางเหนือของเอเชีย เพื่อว่าญี่ปุ่นจะได้ไม่สนใจลงไปทางใต้ของเอเชียตะวันออก ซึ่งเป็นเขตอิทธิพลของตน นอกจากเพียงแค่ประฌามการกระทำของญี่ปุ่นเท่านั้น จากกรณีดังกล่าวรัฐบาลไทยตัดสินใจสั่งให้ผู้แทนไทยประจำสันนิบาตชาติงดออกเสียงในญัตติประฌาม การกระทำของญี่ปุ่นในแมนจูเรีย ซึ่งเป็นประเทศเดียวที่งดออกเสียง ทำให้ประเทศสมาชิกอื่นตำหนิไทยว่าไม่ร่วมมือกับสันนิบาตชาติ แต่ทำให้ญี่ปุ่นรู้สึกขอบคุณประเทศไทยเป็นอย่างมาก และหันมาส่งเสริมความสัมพันธ์กับประเทศไทยมากขึ้น ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ การค้า และวัฒนธรรมในระยะต่อมา
2) การขยายอิทธิพลของญี่ปุ่น เนื่องจากชาติมหาอำนาจไม่แสดงความสนใจที่จะยับยั้งการขยายอิทธิพลของญี่ปุ่นในจีน ญี่ปุ่นจึงมีความมั่นใจว่าตนจะสามารถขจัดอิทธิพลของชาติตะวันตกให้หมดไปจากเอเชียได้ จึงประกาศว่าจะจัดระเบียบใหม่ในเอเชีย เพื่อให้เป็นประโยชน์แก่ชาวเอเชียอย่างแท้จริง โดยยึดครองเมืองใหญ่ ๆ ด้านตะวันออกของจีนได้ทั้งหมด เช่น เซี่ยงไฮ้ และนานกิง เป็นต้น ทำให้จอมพลเจียง ไค เช็ค ประธานาธิบดีของสาธารณรัฐจีน ต้องย้ายนครหลวงไปที่นครจุงกิงทางด้านตะวันตกของจีน เพื่อต่อต้านญี่ปุ่น แต่ไม่สำเร็จ หลังจากนั้นญี่ปุ่นได้เตรียมพร้อมที่จะเคลื่อนลงสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้อันเป็นเขตอิทธิพลของชาติตะวันตก ซึ่งญี่ปุ่นได้ฉวยโอกาสเมื่อขยายอิทธิพลเข้าสู่อินโดจีน อังกฤษ และฝรั่งเศส
การขยายอิทธิพลของญี่ปุ่นในเอเชียทำให้ไทยวิตกว่าอาจจะมีอันตรายมาถึงได้ จึงได้ขยายความสัมพันธ์ทางการค้าและทางวัฒนธรรมกับญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นอีกด้วย นอกเหนือจากการพยายามรักษาความสัมพันธ์อันดีกับญี่ปุ่นทำให้ประเทศยุโรปและสหรัฐอเมริกาสงสัยว่าไทยสนับสนุนญี่ปุ่น ด้วยเหตุนี้นอกจากไทยจะปฏิเสธแล้วยังเตือนให้ประเทศตะวันตกรู้ถึงแผนการของญี่ปุ่นที่จะขยายอิทธิพลลงสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้อีกด้วย ขณะเดียวกันไทยได้ขอซื้ออาวุธสมัยใหม่จากประเทศในยุโรปและสหรัฐอเมริกามาเพื่อเพิ่มศักยภาพในการป้องกันประเทศให้แก่กองทัพไทย และหลังจากเกิดสงครามโลกขึ้นในยุโรปแล้ว ไทยได้ประกาศวางตนเป็นกลางและขอให้ชาติมหาอำนาจช่วยค้ำประกันความเป็นกลางของไทยด้วย โดยรัฐบาลไทยได้ลงนามในสัญญาไม่รุกรานกับอังกฤษและฝรั่งเศส และลงนามในสัญญามิตรภาพกับญี่ปุ่น
2. ปัจจัยในประเทศ ปัจจัยภายในที่มีส่วนกำหนดนโยบายและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของไทยในระบอบประชาธิปไตยมี 2 ประการ ดังนี้
1) ความเป็นชาตินิยม ปัจจัยภายในที่มีส่วนผลักดันให้รัฐบาลไทยดำเนินการนโยบายต่างประเทศต่อปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในโลกและต่อประเทศมหาอำนาจ คือ ลัทธิชาตินิยมซึ่งถือเป็นอุดมการณ์ในการสร้างชาติให้เข้มแข็งและในการดำเนินนโยบายต่างประเทศของไทย ซึ่งปลูกฝังให้แก่คนไทยรุ่นใหม่มาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 6 แล้ว โดยพระองค์ทรงปลุกเร้าคนไทยให้มีความสำนึกทางชาตินิยมและตระหนักถึงภัยที่กำลังคุกคามความเป็นไทยไว้ในพระราชนิพนธ์ต่าง ๆ ทั้งในรูปบทความและบทละคร อาทิ ความเป็นชาติไทยแท้จริง ยิวแห่งบูรพาทิศ และเมืองไทยจงตื่นเถิด เป็นต้น นอกจากนั้น ผู้นำไทยที่ได้รับการศึกษาแบบตะวันตก ได้นำลัทธิหรือความคิดความเชื่อเกี่ยวกับการเมืองและสังคม ซึ่งได้แก่ ลักทธิชาตินิยม ซึ่งกำลังแพร่หลายอยู่ในเยอรมณี อิตาลี และญี่ปุ่นมาเผยแพร่ให้แก่คนไทย และผลักดันให้รัฐบาลไทยใช้ลัทธิชาตินิยมเป็นเครื่องมือในการสร้างชาติให้เข้มแข็ง และในการดำเนินนโยบายต่างประเทศ
อาจกล่าวได้ว่า นโยบายการสร้างความสำนึกในชาตินิยมของรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ดังกล่าว ส่วนหนึ่งเกิดจากความรู้สึกระแวงชาวจีนที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานและคุมเศรษฐกิจของไทย และจากความเคืองแค้นชาติยุโรป โดยเฉพาะฝรั่งเศสที่เคยรังแกไทยในอดีต และอีกส่วนหนึ่งเกิดจากความต้องการของผู้นำไทยรุ่นใหม่นี้ที่พยายามจะสร้างชาติไทยให้เข้มแข็ง เพื่อแผ่อิทธิพลไปยังดินแดนที่เคยเป็นประเทศราชของไทยในอดีต เช่น ลาว เขมร หัวเมืองมลายู และบริเวณรัฐไทยใหญ่ เป็นต้น
2) ผู้นำทางการเมือง ผู้นำไทยที่มีแนวคิดในทางการเมืองและสังคมภายใต้ลัทธิชาตินิยมในขณะนั้นได้แก่ พันเอกพระสารสาส์นพลขันธ์ ซึ่งเป็นผู้มีความเชื่อมั่นในตัวเองสูง และมีความสำนึกในชาตินิยมสูงมาก เมื่อจอมพล ป. พิบูลสงคราม ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีในปี พ.ศ. 2481 ได้เริ่มงานสร้างชาติไทยร่วมกับคณะ โดยเฉพาะหลวงวิจิตรวาทการ โดยกำหนดให้วันที่ 24 มิถุนายน ซึ่งเป็นวันที่ระลึกการเปลี่ยนแปลงการปกครองตามระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นประชาธิปไตยให้เป็นวันชาติ ต่อมาในปี พ.ศ. 2482 และพ.ศ. 2483 รัฐบาลได้ประกาศใช้รัฐนิยมถึง 8 ฉบับ ซึ่งได้แก่ การใช้ชื่อประเทศประเทศไทยแทนประเทศสยาม การกำหนดหน้าที่ของคนไทยในการป้องกันประเทศ การเรียกชาวไทยทุกภาคว่าชาวไทย การยืนเคารพธงชาติและเพลงสรรเสริญพระบารมี การใช้สินค้าไทย การเปลี่ยนทำนองและเนื้อร้องเพลงชาติไทยใหม่ และการชักชวนให้ชาวไทยร่วมกันสร้างชาติ
อย่างไรก็ตาม ยังมีบุคคลชั้นนำของไทยอีกหลายคน เช่น นายปรีดี พนมยงค์ และนายดิเรก ชัยนาม ซึ่งเห็นด้วยในนโยบายนิยมไทยแต่ไม่เห็นด้วยกับนโยบายต่อต้านประเทศยุโรป ได้ผลักดันให้รัฐบาลไทยดำเนินนโยบายผูกมิตรกับชาติมหาอำนาจทุกฝ่ายไว้ โดยเฉพาะอังกฤษและสหรัฐอเมริกา เพื่อที่จะขอความช่วยเหลือจากสองประเทศนี้ในการต่อต้านการรุกรานจากญี่ปุ่น และเมื่อรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ร่วมมือกับญี่ปุ่นในระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง นายปรีดี พนมยงค์ และผู้ร่วมอุดมการณ์ได้ก่อตั้งขบวนการเสรีไทยขึ้น เพื่อต่อต้านญี่ปุ่นจากภายใน ด้วยความช่วยเหลือจากสหรัฐอเมริกาและอังกฤษ ดังนั้นอาจกล่าวโดยสรุปได้ว่าอุดมการณ์ทางการเมืองและภูมิหลังของผู้นำไทยเป็นปัจจัยภายในที่มีส่วนผลักดันให้รัฐบาลไทยดำเนินนโยบายต่างประเทศแตกต่างไปจากเดิม เนื่องจากสถานการณ์ด้านการเมืองและการทหารในเอเชียได้เปลี่ยนแปลง ทำให้ปัจจัยภายในของไทยมีส่วนในการกำหนดนโยบายต่างประเทศมากขึ้น
การดำเนินนโยบายและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของไทย
เนื่องจากปัจจัยภายนอกยังคงมีอิทธิพลต่อการกำหนดนโยบายต่างประเทศของไทย และปัจจัยภายในก็มีบทบาทมากขึ้น ทำให้การดำเนินนโยบายต่างประเทศแตกต่างไปจากเดิม อย่างไรก็ตาม รัฐบาลต้องประสบอุปสรรคมากในการดำเนินนโยบายต่างประเทศเพื่อบรรลุจุดมุ่งหมายที่เพิ่มขึ้น และด้วยแนวทางที่แตกต่างไปจากอดีต
1. เป้าหมายการดำเนินนโยบายและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของไทย เป้าหมายหลักในการดำเนินนโยบายต่างประเทศของไทย คือ การรักษาเอกราชของชาติ การรักษาบูรณภาพแห่งดินแดน การรักษาความมั่นคงของชาติ การรักษาสันติภาพในโลก และการรักษาความสัมพันธ์อันดีกับนานาชาติ สำหรับการรักษาเอกราชของชาตินั้น รัฐบาลไทยได้ทำให้เอกราชของชาติไทยมีความสมบูรณ์ ทั้งทางด้านการเมืองและการศาล กล่าวคือ การประกาศใช้ประมวลกฎหมายที่เริ่มจัดทำขึ้นแล้วตั้งแต่ก่อนสมัยประชาธิปไตย ทั้งนี้เพื่อขจัดเงื่อนไขที่บังคับไว้ในสนธิสัญญาที่ทำไว้กับประเทศยุโรปที่กำหนดไว้ว่า ศาลไทยจะมีอำนาจในการพิจารณาพิพากษาคดีที่ชาวยุโรปตกเป็นจำเลย ก็ต่อเมื่อประเทศไทยประกาศใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและอาญา ตลอดจนประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งและความอาญาเรียบร้อยแล้วเป็นเวลา 5 ปี ซึ่งปรากฏว่ารัฐบาลสมัยประชาธิปไตยประกาศใช้ประมวลกฎหมายดังกล่าวได้ครบทุกฉบับในปี พ.ศ. 2478 จึงทำให้ใช้เป็นข้ออ้างในการเจรจากับประเทศยุโรปเพื่อทำสนธิสัญญาใหม่กับประเทศยุโรปและญี่ปุ่น ยกเลิกข้อจำกัดในเอกราชทางศาลของไทยได้สำเร็จในปี พ.ศ. 2480
ส่วนการรักษาบูรณภาพแห่งดินแดนและความมั่นคงของชาตินั้น ได้มีการริเริ่มให้ยุวชนทหารการขยายและบำรุงกองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศ ให้มีความเข้มแข็ง ทั้งในด้านคุณภาพและปริมาณ รวมทั้งซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์จากต่างประเทศ เช่น รถถัง ปืนต่อสู้อากาศยาน เรือรบ เรือดำน้ำ และเครื่องบิน เพื่อให้สามารถทำหน้าที่ในการป้องกันราชอาณาจักร การปรับปรุงกองทัพดังกล่าว ทำให้ต่างประเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่งฝรั่งเศสวิตกมากว่ารัฐบาลไทยอาจใช้กำลังรุนแรงกับฝรั่งเศส จึงขอเจรจาทำสัญญาไม่รุกรานกับประเทศไทย ขณะเดียวกันรัฐบาลไทยขอให้ฝรั่งเศสยอมยกดินแดนที่ฝรั่งเศสยึดเอาไปจากประเทศไทยในอดีตคืนให้กับประเทศไทย เมื่อรัฐบาลฝรั่งเศสไม่ยอมเจรจาด้วยรัฐบาลไทยจึงตัดสินใจใช้กำลังทหารสนับสนุนการเรียกร้องดินแดนคืนจากฝรั่งเศส ในปี พ.ศ. 2483 ซึ่งทำให้ประเทศไทยได้ดินแดนในเขมรและลาวคืนจากฝรั่งเศสจำนวน 4 จังหวัด โดยการไกล่เลี่ยของญี่ปุ่น อาจกล่าวได้ว่าการเรียกร้องดินแดนคืนจากฝรั่งเศสนี้เป็นนโยบายต่างประเทศของไทยเพียงนโยบายเดียวที่แตกต่างไปจากนโยบายต่างประเทศที่ผ่านมาที่ต้องยอมเสียดินแดนให้แก่มหาอำนาจเพื่อรักษาเอกราชของชาติเอาไว้
2. แนวทางดำเนินนโยบายและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของไทย แนวทางที่รัฐบาลไทยอาจเลือกใช้ในการดำเนินนโยบายต่างประเทศมีอยู่ 2 แนวทาง คือ แนวทางสันติ หมายถึง การใช้การเมือง การฑูต การเศรษฐกิจ และการค้า รวมทั้งจิตวิทยา เป็นเครื่องมือในการเจรจาต่อรองกับต่างประเทศเพื่อให้ต่างประเทศเห็นพ้องหรือยอมตามที่ไทยต้องการ และแนวทางรุนแรง หมายถึง การใช้การทหารเป็นเครื่องมือในการดำเนินนโยบายต่างประเทศเพื่อบังคับให้ต่างประเทศสนองผลประโยชน์ของไทย
ในอดีตที่ผ่านมาประเทศไทยนิยมใช้แนวทางสันติเป็นหลัก ดังจะเห็นได้ในรัชสมัยของพ่อขุนรามคำแหงมหาราช ยกเว้นในยามที่ไทยมีกำลังทหารเข้มแข็งเท่านั้น จึงจะใช้แนวทางรุนแรงเพื่อขยายอาณาเขตของไทยออกไปให้กว้างขวาง ส่วนสมัยอยุธยานั้น นิยมใช้แนวทางรุนแรงเป็นหลัก เช่น ในสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ยกเว้นแต่ในยามที่ไทยอ่อนแอ จึงจะใช้แนวทางสันติ และสมัยรัตนโกสินทร์พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ก็ทรงใช้กำลังทหารขยายอาณาเขตของไทยไปยังดินแดนของประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งนี้เพื่อรักษาความมั่นคงของพระราชอาณาจักรไทยนั่นเอง
สำหรับการติดต่อกับประเทศมหาอำนาจนั้น ไทยได้ใช้การเมือง การฑูตเป็นเครื่องมือในการติดต่อสร้างสัมพันธไมตรี เช่น ยอมทำสัญญาเสียเปรียบกับประเทศมหาอำนาจ และบางครั้งก็ต้องยอมเสียดินแดนให้กับประเทศมหาอำนาจ เพื่อรักษาความเป็นเอกราชของชาติด้วย
เมื่อประเทศไทยก้าวสู่ระบอบประชาธิปไตย รัฐบาลได้ใช้แนวทางสันติเป็นแนวทางหลัก การที่ไทยตัดสินใจใช้กำลังทหารยึดดินแดนคืนจากฝรั่งเศส ก็เนื่องจากความรู้สึกชาตินิยมของคนไทยซึ่งเป็นปัจจัยภายใน ในขณะที่ฝรั่งเศสอ่อนแอลงอย่างมาก อันเป็นปัจจัยภายนอกช่วยสนับสนุนให้ไทยใช้แนวทางรุนแรง
อาจกล่าวได้ว่า การที่รัฐบาลไทยในยุคประชาธิปไตยเลือกใช้แนวทางสันติ และหลีกเลี่ยงการใช้แนวทางรุนแรงดำเนินนโยบายต่างประเทศนั้นมีสาเหตุอันเนื่องมาจากลักษณะประจำชาติไทยที่สามารถปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ทางการเมืองที่เปลี่ยนแปลงไป และลักษณะทางภูมิศาสตร์ของไทยที่เป็นรัฐขนาดกลาง จึงทำให้ไทยใช้แนวทางรุนแรงกับประเทศเพื่อนบ้านที่อ่อนแอกว่า และใช้การเมืองการฑูตผูกมิตรกับประเทศมหาอำนาจ หรือเพื่อนบ้านที่เข้มแข็งกว่า
3. อุปสรรคและการแก้ไข การแก้ไขสนธิสัญญาบนพื้นฐานแห่งความเสมอภาคกับต่างประเทศและการเรียกร้องดินแดนที่ถูกยึดเป็นอาณานิคม เป็นปัญหาอันเป็นเป้าหมายของไทยในการแก้ไข การดำเนินนโยบายต่างประเทศ ไทยประสบ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: