วัฒนธรรมไทย

google    youtube     พสว.       สพม11

หน่วยการเรียนรู้ที่ ๒

เรื่อง  วัฒนธรรมไทย 

ความหมายของวัฒนธรรม

คำว่า วัฒนธรรม เป็นภาษาบาลีและสันสกฤต “วัฒน” เป็นภาษาบาลี แปลว่า “เจริญ งอกงาม” ส่วนคำว่า “ธรรม” เป็นภาษาสันสกฤต หมายถึง “ความดี” ซึ่งถ้าแปลตามรากศัพท์ก็คือ “สภาพอันเป็นความเจริญงอกงามหรือลักษณะที่แสดงถึงความเจริญงอกงาม”

วัฒนธรรมเป็นวิถีชีวิตหรือการดำเนินชีวิตของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ซึ่งหมายรวมถึงความคิด ศิลปะ วรรณคดี ดนตรี ปรัชญา ศีลธรรม จรรยา ภาษา กฎหมาย ความเชื่อ ขนบธรรมเนียมประเพณีและสิ่งต่างๆ ที่มนุษย์สร้างขึ้น ซึ่งได้ถ่ายทอดให้กับคนรุ่นต่อๆ มา เป็นเรื่องของการเรียนรู้จากคนกลุ่มหนึ่งไปยังคนอีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งถ้าสิ่งใดดีก็เก็บไว้ สิ่งใดควรแก้ก็แก้ไขกันให้ดีขึ้น เพื่อจะได้ส่งเสริมให้มีลักษณะที่ดีประจำชาติต่อไป ในลักษณะนี้ วัฒนธรรมจึงเป็นการแสดงออกซึ่งความเจริญงอกงาม ความเป็นระเบียบเรียบร้อย และศีลธรรมอันดีงามของประชาชน

สรุปแล้ว วัฒนธรรม หมายถึงการดำเนินชีวิตของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งที่แสดงออกถึงความเจริญงอกงาม ความเป็นระเบียบเรียบร้อย ความกลมเกลียว ความก้าวหน้า และศีลธรรมของประชาชน

ความเป็นมาของวัฒนธรรมไทย

                ชาติไทยเป็นชาติที่มีวัฒนธรรมอันดีงามมาแต่โบราณ วัฒนธรรมไทยที่เรามีและปฏิบัติกันอยู่ส่วนหนึ่งเป็นเรื่องของคนรุ่นก่อนๆ หรือบรรพบุรุษของเราได้ถ่ายทอดมายังอนุชนรุ่นหลัง ทำให้เรามีความประพฤติและการปฏิบัติอย่างที่เราเป็นอยู่ อีกส่วนหนึ่งจากการที่เราได้มีการติดต่อกับคนชาติอื่นๆ เพื่อเชื่อมสัมพันธไมตรี หรือเพื่อค้าขาย หรือด้วยเหตุใดก็ตาม วัฒนธรรมของชาติที่เราเกี่ยวข้องด้วย มีผลต่อวัฒนธรรมไทยไม่น้อย และชนชาติที่มีอิทธิพลต่อวัฒนธรรมไทย คือ มอญ ขอม อินเดีย จีน และชาติตะวันตก

                หากมองย้อนสู่อดีต เราได้ติดต่อสมาคมกับชาวพื้นเมือง คือ มอญ และขอม มอญและขอมรับอิทธิพลจากอินเดียเช่นกัน โดยคนไทยเห็นว่าสิ่งใดดีมีประโยชน์ก็นำมาดัดแปลงกลายเป็นวัฒนธรรมไทย

 โดยเฉพาะอิทธิพลของอารยธรรมอินเดีย ปรากฏได้ในด้านศาสนา การปกครอง ขนบธรรมเนียมประเพณี วรรณคดี ศิลปกรรมอย่างกว้างขวาง แต่ในระยะหลังอิทธิพลของอารย-ธรรมตะวันตก และจีนมีมากขึ้น

                ศาสนา เรารับศาสนาพุทธมาจากอินเดีย ซึ่งอิทธิพลของศาสนาพุทธมีต่อคนไทยอย่างมาก ทั้งในด้านการปกครอง และในด้านกิริยามารยาทและความเป็นอยู่จนกลายเป็นธรรมเนียมไทยไป ส่วนคติความเชื่อในการประกอบพิธีกรรมต่างๆ ของพราหมณ์  ไทยนำมาปฏิบัติไม่น้อย เช่น การโกนจุก การหมั้น ฯลฯ

                การปกครอง สมัยสุโขทัย เรามีการปกครองแบบของตนเอง คือ แบบพ่อปกครองลูก แต่ปลายสมัยสุโขทัยและสมัยอยุธยา มีอิทธิพลของขอมเข้ามาแทรกแซง ทำให้รูปการปกครองได้เปลี่ยนจากแบบพ่อปกครองลูกมาเป็นข้ากับเจ้า หรือบ่าวกับนาย ซึ่งขอมก็รับการปกครองจากอินเดียอีกทอดหนึ่ง โดยถือว่ากษัตริย์เป็นสมมติเทพ ภายหลังเรารับอารยธรรมของตะวันตก จึงเปลี่ยนการปกครองเป็นแบบประชาธิปไตยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข

                ศิลปกรรม สมัยสุโขทัย มีศิลปกรรมเป็นของตนเอง งดงาม และค่อนข้างเป็นแบบไทยแท้ แต่เมื่อไทยได้รับพระพุทธศาสนาลัทธิหินยานนิกายลังกาวงศ์ ศิลปกรรมของลังกาจึงเข้ามามีอิทธิพลในศิลปะของสุโขทัย โดยเฉพาะ “เจดีย์” ส่วนคติการสร้าง “วัด” หรือการสร้างพระพุทธรูปเรารับมาจากอินเดีย พอถึงสมัยอยุธยาอิทธิพลของขอมมีมากในรูปการสร้าง

“พระปรางค์”

                วรรณกรรม วรรณกรรมของอินเดียมักเกี่ยวกับศาสนาหรือยกย่องเทิดทูนพระมหากษัตริย์ ซึ่งคติความเชื่อในเรื่องนี้มีอิทธิพลต่อวรรณกรรมหรือพื้นฐานความเชื่อของไทย เช่น การมีใจเมตตาเอื้อเฟื้อให้ทาน ความจงรักภักดีต่อกษัตริย์ การเชื่อฟังผู้ปกครอง ความกตัญญูกตเวทีต่อผู้มีพระคุณ การให้อภัยต่อกัน เป็นต้น

ภาษา สมัยสุโขทัย พ่อขุนรามคำแหงประดิษฐ์อักษรไทยขึ้น โดยได้รับอิทธิพลจากตัวอักษรขอม นอกเหนือจากภาษาขอมแล้วเรายังนิยมใช้ภาษาบาลีและสันสกฤต ซึ่งเป็นผลจากการเผยแผ่ศาสนาพุทธ และศาสนาพราหมณ์ เมื่อเรารับศาสนาเขา เราก็รับภาษาของเขามาใช้ในภาษาไทยด้วย สมัยอยุธยาเรารับการปกครองแบบสมมติเทพจากขอม เราจึงรับภาษาขอมมาใช้มากขึ้น โดยเฉพาะคำราชาศัพท์ ส่วนชาวจีนเราต้องอาศัยในการเดินเรือค้าขายและรับเอาภาษาจีนมาใช้ในการเรียกตำแหน่งต่างๆ เช่น จุ้นจู๊ นายสำเภา ไต้ก๋ง เป็นต้น ปัจจุบันเรายอมรับภาษาชาติอื่นๆ มาใช้บ้าง เพื่อความเข้าใจต่อกันและเพื่อความรู้ เช่น ภาษาอังกฤษ (สไตรค์ หรือศัพท์ทางการแพทย์บางอย่าง เช่น วัคซีน ฯลฯ) เป็นต้น

 หัตถกรรม สมัยพ่อขุนรามคำแหง มีช่างมาสอนทำเครื่องปั้นดินเผา สมัยอยุธยา บางท่านกล่าวว่า เราคงได้ความคิดในการประดิษฐ์ลายประดับมุกจากจีน แต่ปัจจุบันเรานิยมทำเครื่องถ้วยชามด้วยเครื่องจักรแบบตะวันตกไม่น้อย

                ขนบธรรมเนียมประเพณี ไทยในสมัยอยุธยาได้คติความเชื่อจากขอมที่ถือว่ากษัตริย์เป็นสมมติเทพ ทำให้มีการใช้ราชาศัพท์และพิธีการต่างๆ ในราชสำนัก นอกจากนั้นประเพณีไม่น้อยได้มาจากอินเดีย เช่น การแต่งงาน เผาศพ ปลูกบ้าน การตั้งศาลพระภูมิ แต่อารยธรรมตะวันตกก็ได้เข้ามาผสมผสานในหลายเรื่อง เช่น การแต่งงานแบบไทยแต่เลี้ยงแบบฝรั่ง หรือการจับมือกันแทนการไหว้ในบางโอกาส

                ระยะหลัง สังคมไทยมีการติดต่อกับประเทศที่เจริญกว่ามากขึ้น โดยเฉพาะประเทศตะวันตก และยิ่งเราติดต่อมากขึ้นเท่าไรเราก็ยิ่งรับอารยธรรมจากเขามากขึ้นเท่านั้น ไม่ว่าจะในด้านความเชื่อลัทธิ อุดมการณ์ การปกครอง การศึกษา สังคม เป็นต้น วิถีชีวิตที่เคยเป็นอยู่จึงเปลี่ยนไปจากเดิมในหลายด้าน เช่น ในด้านการปกครอง ด้านความเป็นอยู่ (ชายหญิงก็เท่าเทียมกันมากกว่าแต่ก่อน หญิงสามารถทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่กับชายได้) ด้านการแต่งกาย ด้านการปลูกสร้าง (มีการใช้วัสดุใหม่ๆ เช่น อะลูมิเนียม ซีเมนต์ เป็นต้น)

                สรุปแล้ว วัฒนธรรมไทยในอดีตและปัจจุบันมีอิทธิพลของอารยธรรมต่างชาติไม่มากก็น้อย โดยเราได้เลือกสรรสิ่งที่เป็นประโยชน์ และเข้ากับสภาพความเป็นอยู่ของคนไทย เป็นการผสมผสานกับวัฒนธรรมของเราเองที่มีมาแต่ดั้งเดิม คือ เรายอมรับเอาวัฒนธรรมที่ดีของชาติอื่นที่เราติดต่อด้วยมาเป็นของเราบ้าง ดัดแปลงบ้าง ให้เข้ากับความเชื่อแบบไทยๆ จนเป็นวัฒนธรรมที่มีลักษณะแบบของเราเองที่แตกต่างกับชาติอื่นๆ โดยในแต่ละยุคแต่ละสมัย ได้พยายามส่งเสริมและรักษาวัฒนธรรมที่ดีงามเหล่านี้ตลอดมา

 ปัจจัยที่เกื้อหนุนและบั่นทอนวัฒนธรรม

               วัฒนธรรมมีทั้งเจริญและเสื่อมสูญไปได้ ซึ่งขึ้นอยู่กับสภาพของสังคม ความเชื่อและปัจจัยสิ่งแวดล้อมอื่นๆ

ก.       ปัจจัยที่เกื้อหนุนวัฒนธรรม

ในที่นี้จะขอยกเพียงบางปัจจัยที่สำคัญดังต่อไปนี้ คือ

1. สอดคล้องหรือเข้ากับความประพฤติที่มีอยู่เดิม เช่น ศาสนาพุทธแพร่หลายในไทยมากกว่าศาสนาพราหมณ์ ซึ่งอาจเป็นได้ว่าเพราะเราไม่นิยมการแบ่งคนออกเป็นชนชั้นต่างๆ เหมือนระบบวรรณะในศาสนาพราหมณ์

2. อิทธิพลของศาสนา คนไทยส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ ดังนั้น พระพุทธศาสนามีอิทธิพลต่อชีวิตของคนไทยมาก เช่น ความกตัญญูกตเวที การมีสัมมาคารวะ ความสุภาพเรียบร้อย ความโอบอ้อมอารีมีใจเมตตา ฯลฯ ซึ่งเป็นวัฒนธรรมของไทยเรามาแต่โบราณจนถึงปัจจุบัน

3. การเห็นคุณประโยชน์ หากประชาชนส่วนใหญ่เห็นว่าทำแล้วได้ประโยชน์ ประชาชนจะรักษาและปฏิบัติตามวัฒนธรรมนั้นๆ เช่น ในเทศกาลตรุษสงกรานต์เราก็สรงน้ำพระ รดน้ำและขอพรจากผู้ใหญ่ ทำความสะอาดบ้านเรือน หรือการแรกนาขวัญ เป็นพิธีที่บอกว่าถึงฤดูทำนาแล้ว และข้าวจากพิธีจะช่วยให้การปลูกข้าวได้ผลขึ้น ซึ่งเป็นกำลังใจแก่ชาวนา หรือการยอมรับเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อความเป็นอยู่ที่สุขสบายขึ้น เป็นต้น

4. กลุ่มผลประโยชน์ เป็นกลุ่มที่ต้องการรักษาวัฒนธรรมของตน เช่น กลุ่มอนุรักษ์วัฒนธรรม กลุ่มดนตรีไทย ฯลฯ บุคคลเหล่านี้เห็นว่าวัฒนธรรมไทยเป็นของดีอยู่แล้ว พยายามส่งเสริมและคัดค้านการเปลี่ยนแปลงใดๆ ที่ทำลายวัฒนธรรมที่ตนเห็นว่าดี และสนับสนุนส่งเสริมการเปลี่ยนแปลงที่ทำให้วัฒนธรรมที่ตนส่งเสริมนั้นดีขึ้น

5. ตัวแทนของวัฒนธรรม ตัวแทนใดก็ตามที่มีอิทธิพลหรือมีอำนาจจะเป็นเครื่องช่วยส่งเสริมวัฒนธรรมได้มากยิ่งขึ้น เช่น ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เจ้านายและข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ได้แต่งกายแบบยุโรป ทำให้ประชาชนนิยมเลียนแบบแต่งกายตามแบบยุโรปด้วยไม่น้อย หรือในรัชกาลนี้ได้มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองให้ทันสมัยขึ้น เป็นต้น

6. สภาพทางเศรษฐกิจ หากสภาวะเศรษฐกิจรุ่งเรือง ไม่ขาดแคลน คนจะมีจิตใจสบาย ความปกติสุขจะเกิดขึ้น คนจะอยู่อย่างสงบสุขหรือพยายามอยู่ให้ดีขึ้น โดยสิ่งใดดีมักจะรับไว้ วัฒนธรรมจึงดำรงอยู่ได้และอาจจะมีวัฒนธรรมที่ใหม่และดีเพิ่มขึ้น

7. สภาพทางการเมือง ประเทศใดภาวะทางการเมืองมั่นคงประเทศนั้นจะมีแต่ความปกติสุข สถาบันต่างๆ ก็สามารถดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคง

 ข.       ปัจจัยที่บั่นทอนวัฒนธรรม

1. ความรู้สึกหรืออารมณ์ เป็นความรู้สึกผูกพันกับสิ่งเก่าๆ ตามความเคยชิน เช่น คนแก่มักกลัวโรงพยาบาล ไม่อยากไปถ้าไม่จำเป็นจริงๆ เพราะคิดว่าเป็นสถานที่ที่จะไปตาย หรือชาวเขาไม่ชอบอาบน้ำบ่อยๆ เป็นต้น

2. กลุ่มผลประโยชน์ เป็นกลุ่มที่ต่อต้านวัฒนธรรมใดก็ตามที่ทำให้ตนเสียผลประโยชน์ เช่น คนเข้าทรงนิยมให้คนเชื่อเรื่องไสยศาสตร์เพื่อตนจะได้มีรายได้ คนขายควายก็ไม่ชอบให้มีการทำควายเหล็กเพราะจะทำให้ชาวนาซื้อควายทำนาน้อยลง ซึ่งทำให้ตนขาดรายได้ เป็นต้น

3. ทัศนคติหรือเจตคติ แม้จะเห็นว่าวัฒนธรรมนั้นดี แต่ไม่เต็มใจรับเพราะเห็นว่ายุ่งยากลำบากหรือไม่คุ้นเคย เช่น ชาวชนบทไม่น้อยนิยมเก็บเงินไว้กับบ้านหรือซื้อเป็นทอง ไม่นิยมฝากไว้กับธนาคาร จึงทำให้ถูกปล้นสะดมได้ง่าย และทำให้เงินทองไม่หมุนเวียน เป็นต้น

4. การไม่เห็นคุณประโยชน์ของวัฒนธรรม เพราะไม่เห็นผลทันตา วัฒนธรรมหลายๆ อย่างจึงต้องใช้เวลา ทำให้ปฏิบัติวัฒนธรรมไม่ได้ผลเท่าที่ควร เช่น ชาวเขายินดีรับปืนไปใช้แต่ไม่นิยมรับยาไปรักษา เพราะยาไม่เห็นผลทันตาเท่ากับปืน เป็นต้น

5. ความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยี เช่น การแพทย์เจริญทำให้มีคนเพิ่มมากขึ้น ในขณะที่ทรัพยากรเพิ่มไม่ทันกับจำนวนคน ทำให้คนต้องดิ้นรนเห็นแก่ตัว หรือคิดอาวุธประหัตประหารกัน ฯลฯ เป็นการทำลายล้างวัฒนธรรมที่ให้มีเมตตาต่อกัน เอื้อเฟื้อต่อกัน เป็นต้น

6. สภาพทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะสภาพความแร้นแค้นยากจนที่ก่อให้เกิดปัญหาเสื่อมโทรมทางด้านศีลธรรม เช่น อาชญากรรม โสเภณี ยาเสพติด ฯลฯ เป็นการทำลายวัฒนธรรมอันดีงามที่มีอยู่แต่เดิม

7. สภาพทางการเมือง หากประเทศแตกแยกไม่มั่นคง มีการต่อสู้ทางลัทธิต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการต่อสู้กันเองหรือจากฝ่ายตรงกันข้าม (คอมมิวนิสต์) วัฒนธรรมก็จะถูกบั่นทอน เช่น เรารักเคารพพระมหากษัตริย์แต่คอมมิวนิสต์อาจจะมองไปในทางตรงกันข้าม เป็นต้น

    สรุปแล้ว ปัจจัยที่เกื้อหนุนหรือบั่นทอนวัฒนธรรมขึ้นอยู่กับสภาพสังคม เศรษฐกิจแต่ละประเทศ ว่ามีความมั่นคงและเสื่อมโทรมเพียงไร

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: